JNew Distributor / XF SportBrake

ข่าวใหญ่ที่สุด สำหรับ Jaguar ในบ้านเราตลอดปี 2015 – 2016 ที่ผ่านมา
นอกเหนือจากการที่ผู้จำหน่ายรายเดิมอย่าง City Automobile จัดเปิดตัว
Jaguar XE ในงาน Motor Expo (ธันวาคม 2015) แล้ว

พอถึงเดือนกรกฎาคม 2016 Jaguar Land Rover (JLR) ก็แต่งตั้งให้กลุ่ม
Inchcape บริษัท Trading Company รายใหญ่จากอังกฤษ เป็นผู้ได้สิทธิ์
ทำตลาดรถยนต์ Jaguar กับ Land Rover ในประเทศไทย แทนบริษัทเดิม
City Automobile โดยก่อตั้งบริษัท Inchcape Service (Thailand) จำกัด
มารับหน้าที่นี้ พร้อมกับเปิดตัว Jaguar F-Pace Premium Crossover SUV
ขนาดกลางไปแล้ว 3 รุ่นย่อย ราคาเริ่มตั้งแต่ 4,699,000 – 5,999,000 บาท
เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2016 ที่ผ่านมาหมาดๆ

ปี 2017 นี้ Jaguar มีรถยนต์รุ่นใหม่ เพียงรุ่นเดียว นั่นคือ XF SportBrake
ตัวถัง Station Wagon ของ Sedan ขนาดกลาง รุ่น XF ซึ่งกำลังอยู่ในช่วง
โค้งสุดท้ายของการพัฒนาแล้ว

ตอนแรก Jaguar ก็แอบหวั่นใจอยู่เหมือนกันว่าจะทำ XF SportBrake มา
เสริมทัพให้กับ XF Sedan ดีไหม เพราะตลาดรถยนต์ Premium Wagon
ในยุโรป Mercedes-Benz E-Class T-Model, BMW 5-Series Touring
และ Audi A6 Avant ครองส่วนแบ่งการตลาดกันไปแทบจะหมดเกลี้ยง
แต่ Jaguar ก็คิดว่า ในเมื่อ ตนมีจุดเด่นด้านงานออกแบบ และสมรรถนะ
ของตัวรถ ดังนั้นก็น่าจะลองทำตัวถัง Wagon ออกมาขายแข่งกับเขาดู

เครื่องยนต์ จะมีให้เลือก 3 ขนาด 4 ระดับความแรง ยกชุดมากจาก XF
Sedan ทั้ง เบนซิน ตระกูล Ingenium 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร
240 แรงม้า (PS) , เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว 3.0 ลิตร 340 แรงม้า
(PS) กับ Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร 163 และ 180 แรงม้า
(PS) เชื่อมต่อกับระบบขับเคลื่อนล้อหลัง หรือ 4 ล้อ AWD ได้ทั้งหมด

กำหนดเผยโฉมในตลาดโลก คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในงาน Geneva Auto
Salon ต้นเดือนมีนาคม 2017 นี้ แต่สำหรับบ้านเรา ยังไม่แน่ใจว่า ทาง
Inchcape คิดจะเอา XF Sport Brake มาหยั่งเชิงตลาดในไทยหรือไม่
เพราะยอดขายของรถยนต์กลุ่ม PremiumStation Wagon ในบ้านเรา
แม้จะพอขายได้ แต่ก็ยากจะหาลูกค้ามาอุดหนุน กระนั้น ถ้า Inchcape
ตกลงปลงใจว่าจะสั่งเข้ามาลองตลาดเราก็คงต้องรอดูกันถึง ปลายปีใน
งาน Motor Expo 2017 หรือไม่ก็คงต้องเลยเถิดไปถึงต้นปี 2018

หลังจากนี้ แผนต่อไปของ Jaguar มีหลายรุ่นที่จะต้องตลอดออกมา ทั้ง
XJ รุ่นเปลี่ยนโฉม Full Modelchange ซึ่ง Ian Callum หัวหน้าทีมงาน
ฝ่ายออกแบบของ Jaguar ยืนยันว่า XJ ใหม่ จะมีรูปลักษณ์ภายนอกที่
“ชวนให้ตื่นตะลึง” และมีภายในที่หรูหราอลังการมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
และพวกเขายังต้องเพิ่มความสูงของหลังคารถ เพื่อเพิ่มพื้นที่เหนือศีรษะ
ให้มากกว่าเดิม หลังได้รับเสียงบ่นจากลูกค้าที่อุดหนุนรุ่นปัจจุบันไปแล้ว
กำหนดการเปิดตัว มีขึ้นในปี 2019 และน่าจะมาถึงบ้านเรา ปี 2020

นอกจากนี้ Jaguar ยังจะเริ่มหันมาพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า EV เพื่อต่อกรกับ
Tesla ซึ่งตอนนี้ อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาทั้ง 2 รุ่น แบบแรกจะเป็นตัวถัง
Coupe 4 ประตู เพื่อปรกบ Tesla Model-S ใช้รหัสโครงการ X590 ซึ่ง
จะผสานความต้องการของบอสใหญ่ค่าย JLR อย่าง Dr.Ralf Speth และ
หัวหน้าทีมออกแบบ Ian Callum โดยจะสร้างขึ้นบนโครงสร้างวิศวกรรม
ระบบขับเคลื่อนแบบไฟฟ้ารุ่นใหม่ ที่พัฒนาโดย Wolfgang Ziebart อดีต
วิศวกรจาก BMW ที่ถูกดึงตัวมาอยู่กับ JLR ตั้งเป้ายอดขายประมาณการ
ไว้ที่ระดับ 20,000 – 30,000 คัน/ปี ส่วนอีกรุ่นหนึ่งจะเป็น EV SUV ราคา
ย่อมเยาลงมาเล็กน้อย ตั้งเป้ายอดขายไว้ระดับ 30,000 – 50,000 คัน/ปี
ทั้งหมดนี้เราจะได้เห็นกัน หลังปี 2019

อย่างไรก็ตาม Jaguar ตัดสินใจแล้วว่า จะยุติโครงการพัฒนา รถ Sport
Coupe รุ่นเปลี่ยนโฉมของตระกูล XK ที่ยกเลิกการผลิตไปนานแล้ว และ
ยังยกเลิก เวอร์ชันผลิตขายจริงของ Super Car ต้นแบ C-X75 อีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น Ian Callum ยังยืนยันชัดเจนว่า Jaguar ไม่คิดจะผลิต
รถยนต์ ออกมาในปริมาณมากๆ ยอดผลิตปีละเป็นล้านคัน เท่า BMW
หรือ Audi เพราะนั่นทำให้พวกเขาอาจสูญเสีย เกียรติภูมิ (Prestige)

Mazda / Bye Bye GM

กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาในรอบปี 2016 เลยทีเดียว เมื่อ Isuzu
ตัดสินใจประกาศ ความร่วมมือ กับ Mazda ในการพัฒนารถกระบะรุ่น
ถัดไป ร่วมกัน เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2016

ในข้อตกลงดังกล่าว Mazda ได้ให้ Isuzu รับผิดชอบผลิตรถกระบะ
Mazda รุ่นถัดไป ที่จะสร้างขึ้น บนพื้นฐานรถกระบะ Isuzu รุ่นต่อไป
สำหรับจำหน่ายในตลาดทั่วโลก ยกเว้นตลาดอเมริกาเหนือ

หลายคนอาจไม่เคยทาบมาก่อนว่า แท้จริงแล้ว Isuzu กับ Mazda
มีความสัมพันธ์อันดี มากว่า 10 ปี โดยเฉพาะในญี่ปุ่น Isuzu ได้ผลิต
รถบรรทุกขนาดกลาง 4 และ 6 ล้อ ตระกูล ELF ให้ Mazda นำไป
ขายในชื่อ Mazda Titan อีกด้วย

หลายคนคงสงสัยว่า แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่าง Isuzu กับพันธมิตร
เก่าแก่อย่าง General Motors (GM ) ที่เคยจับมือกันพัฒนารถกระบะ
มาตั้งแต่ปี 1970 ละ?

คำตอบคือ หลังการเซ็นสัญญากับ Mazda อีกเพียง 1 สัปดาห์ต่อมา
22 กรกฎาคม 2016 GM และ Isuzu ต่างคนต่างประกาศออกมา ว่า
ขอยุติความสัมพันธ์ในการพัฒนารถกระบะขนาดกลางสำหรับตลาด
เอเชีย ถือเป็นจุดสิ้นสุดการทำธุรกิจรถกระบะร่วมกัน ตลอด 45 ปี

ในเมื่อ GM ต้องการสร้างรถกระบะให้มีเอกลักษณ์ในแบบของตนเอง
และพวกเขาสามารถลงทุนทำเองได้ตามลำพัง Isuzu เอง จึงจำเป็น
ต้องมี พาร์ทเนอร์รายใหม่ มาร่วมแชร์ค่าใช้จ่ายในการพัฒนา มากขึ้น

ขณะเดียวกัน Mazda เอง ก็ทุ่มงประมาณ ร่วมพัฒนารถกระบะกับ
Ford มาตลอด หลายสิบปีเช่นเดียวกัน พวกเขาตัดสินใจเลือกจะ
แยกทางกับ Ford โดยจะไม่พัฒนารถกระบะรุ่นต่อไปร่วมกันอีก จึง
ต้องหาใครสักคน ที่อยากจะทำรถกระบะด้วย แต่ต้องมีคนช่วยแชร์
ค่าใช้จ่ายในการพัฒนา จึงจะอยู่ด้วยกันได้โดยรอดปลอดภัย และ
Isuzu คือทางออกที่ดีสุดของ Mazda

นั่นจึงทำให้ Isuzu จะต้องใช้เวลาในการพัฒนารถกระบะรุ่นต่อไป
หลังจากนี้ อีกอย่างน้อย 3 – 4 ปี โดยเครื่องยนต์รุ่นมาตรฐาน จะ
ยืนหยัดอยู่บนพื้นฐานของ ขุมพลัง Diesel 1.9 ลิตร Ddi Turbo
ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2015

ส่วนจะมีรุ่นขุมพลัง High Power ตามมาอีกด้วยหรือไม่ หรือว่าทาง
Mazda จะได้ SUV / PPV ใหม่ๆ จาก Isuzu ไปลองขาย ดูหรือไม่
ต้องรอกันต่อไป จนกว่าจะถึงปี 2019

แต่ในช่วงปลายปี 2017 ตามธรรมเนียมของ Isuzu ที่จะต้องเปิดตัวรถ
ในช่วงนั้น อาจมีความเคลื่อนไหวของ MU-X Minorchange ที่ควรจะ
ต้องมาได้แล้ว เพราะทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2013 คงต้องรอลุ้นกันว่า
อุปกรณ์ติดรถ รวมถึงดีไซน์ด้านหน้าจะทัดเทียมคู่แข่งได้หรือยัง

ระหว่างนั้น ตั้งแต่ปี 2017 – 2018 Isuzu อาจจะปรับปรุงอุปกรณ์
หรือปรับโฉมเล็กๆน้อย Minorchange ให้กับทั้ง Isuzu D-Max
และ MU-X ตลอดทั้ง 2 ปีที่เหลือ เพื่อกระตุ้นยอดจำหน่ายให้
ยังอยู่ในอันดับต้นๆ ของตารางยอดขายรถกระบะในบ้านเรา

All New TUCSON

หลังการเสียชีวิตของแม่ทัพคนไทยอย่าง พี่อุ๋ย สฤษฎร์พร สกลรักษ์ ในช่วง
กลางปี 2015 ทำให้ Hyundai Motor (Thailand) ถึงกับชะงักงันไปพักนึง
ความเคลื่อนไหวต่างๆที่เคยมี ก็เงียบหายไปนาน

หลังจากการปรับเปลี่ยนหน้าที่ในการทำงานภายในองค์กร ของทั้งผู้มาใหม่
และผู้ที่ทำงานมาก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่า Hyundai น่าจะพร้อมแล้วที่จะเริ่ม
กลับมาเดินหน้า ส่งรถยนต์รุ่นใหม่ ออกสู่ตลาดบ้านเราอีกครั้ง

ดังนั้น ในปี 2017 Hyundai จะมีน้องใหม่ มาให้ลูกค้าชาวไทยได้เลือกซื้อ
เป็นเจ้าของ กันเพียงรุ่นเดียวนั่นคือ Hyundai Tucson โฉมใหม่ล่าสุดที่
เพิ่งเปิดตัวในตลาดต่างประเทศไปเมื่อไม่นานมานี้ โดย Hyundai เพิ่งจะ
หยั่งเชิงปฏิกิริยาของลูกค้า ด้วยการนำมาอวดโฉม ณ งาน Motor Expo
เมื่อ 1 ธันวาคม 2016 ที่ผ่านมา

ในตลาดโลก Tucson ใหม่จะมีเครื่องยนต์ให้เลือก มากถึง 4 แบบ ทั้งรุ่น
เบนซิน 2.0 ลิตร MPi 155 แรงม้า (PS) ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด
19.6 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที ตามด้วย เบนซิน 2.0 GDi 164 แรงม้า
(PS) ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.7 กก.-ม.ที่ 4,700 รอบ/นาที
แรงสุดกับรุ่นเบนซิน 1.6 T-GDi (Turbo) 177 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/
นาที แรงบิดสูงสุด 27.0 กก.-ม.ที่ 1,500 ~ 4,500 รอบ/นาที

แต่สำหรับเวอร์ชันไทย จะได้ใช้ขุมพลังตัวแรงสุด Diesel Turbo 2.0 ลิตร
CRDi 185 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 41.0 กก-ม.ที่
1,750 ~ 2,750 รอบ/นาที เชื่อมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

Tucson เวอร์ชันไทย จะถูกนำเข้ามาจากโรงงาน ของ Tan Chong Group
ในมาเลเซีย และจะมีกำหนดการเปิดตัว ณ งาน Bangkok International
Motor Show ปลายเดือนมีนาคมนี้ ด้วยค่าตัวในระดับเดียวกับคู่แข่งร่วม
พิกัด นั่นคือ อาจจะอยู่ในช่วงระหว่าง 1.4 – 1.8 ล้านบาท

ปัญหาของ Hyundai ในตอนนี้ ก็คือ พวกเขายังไม่มีแผนตั้งโรงงานประกอบ
รถยนต์ในเมืองไทยสักที ดังนั้นจึงต้องพึ่งพาการสั่งนำเข้ารถยนต์ จากโรงงาน
ในต่างประเทศ ซึ่งทำให้เราไม่มีอิสระมากพอในการสั่งอุปกรณ์ติดรถตามใจ
คนไทยได้เท่าที่ควร ต้องเลือกตาม รูปแบบที่โรงงานกำหนดมาให้

ตราบใดที่สำนักงานใหญ่ในเกาหลีใต้ ยังไม่เห็นความสำคัญของตลาดบ้านเรา
สถานการณ์ของ Hyundai ก็คงอยู่ในระดับประคับประคองตัวไปเรื่อยๆอย่างนี้
นั่นแหละ

CITY Minorchange

HONDA
2017 : CITY Minorchange / CIVIC 5 Door / All New CR-V /
: Jazz Minorchange / Mobilio Minorchange
2018 : HR-V Minorchange
2019 : Accord Full Modelchange / Civic Minorchange /
: City Full Modelchange (ECO Car Phase 2?) /
: BRIO Discontinue?

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา Honda ลดความร้อนแรงจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ
ลงไปพอสมควร เพราะหลังจากเปิดตัว Honda CR-V Minorchange เพิ่ม
รุ่น 2.4 ลิตร ขับเคลื่อนล้อหน้า เกียร์ CVT ทำตลาดไปพร้อมๆกับน้องใหม่
อย่าง Honda HR-V ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ 17 พฤศจิกายน 2014 แล้ว ปี 2015
Honda แทบไม่มีรถยนต์รุ่นใหม่เปิดตัวเลย อาจมีแค่เพียง เผยโฉม BR-V
ล่วงหน้าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2015 ก่อนเปิดผ้าคลุมในงาน Motor Expo
2015 แต่กว่าจะเริ่มทำตลาดจริง ก็ปาเข้าไปยังเดือนมกราคม 2016

ส่วนปี 2016 Honda BR-V ในช่วงต้นปี อาจทำยอดขายในระดับไปเรื่อยๆ
เพราะตลาดรถยนต์ 7 ที่นั่งบ้านเรานั้น มียอดสั่งซื้อเข้ามาแบบไม่หวือหวา
แต่เมื่อ Civic Full Modelchange เปิดตัวตามมาติดๆ ในช่วงเดือนมีนาคม
รถยนต์ยอดนิยมรุ่นสำคัญของบ้านเรารุ่นนี้ ก็สร้างกระแส ปรากฎการณ์ให้
เราทุกคน ได้เห็นกันแล้วว่า แท้จริงนั้น ตลาดรถยนต์นั่ง C-Segment ของ
บ้านเราหนะ ยังไม่ตาย ต่อให้ Honda HR-V จะตอดยอดขายจาก Civic
ไปมาก แต่ถ้า Civic ใหม่ ทำสเป็กและราคาออกมาน่าใช้ ลูกค้าก็พร้อมจะ
เปลี่ยนกลับจาก Crossover SUV มาเป็นรถเก๋ง Sedan ได้ตามเดิม ทันที!

นอกนั้น รุ่นอื่นๆ ทั้ง Honda Accord Hybrid ปรับขุมพลังใหม่ ที่ออกมา
งัดข้อกับ Toyota Camry Hybrid ได้สมศักดิ์ศรี จนมียอดขายเพิ่มขึ้นมา
เป็นรองเพียงรุ่น 2.0 ลิตร ปกติ เท่านั้น

ส่วน Brio กับ Brio Amaze แม้จะมีรุ่น Minorchange ออกมาแล้ว ทว่า
ยอดขายของสองพี่น้องคู่หลังเนี่ย ไม่ต้องไปคาดหวังมากนัก ดังนั้นจึง
มีแนวโน้มอยู่ว่า เมื่อถึงปี 2019 ความเป็นไปได้ที่ Brio และ Brio Amaze
จะถูกยุติการผลิตและจำหน่ายในบ้านเรา มีสูงมาก

สำหรับปี 2017 Honda จะกลับมาโหมกระหน่ำเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่กัน
แบบบ้าคลั่งอีกแล้ว ตามแผนทั้งหมดจะมีมากถึง 5 รุ่น !!

ทันทีที่ผ่านพ้นวันหยุดช่วงปีใหม่ Honda จะเริ่มประเดิมปี 2017 ด้วยการ
เปิดตัว Honda City Minorchange ถือเป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่ ให้กับ
B-Segment Sedan ซึ่งขายดีมากสุดในบรรดา Honda ทุกรุ่นซึ่งกำลัง
ทำตลาดในบ้านเรา

ภายนอกจะมีการเปลี่ยนมาใช้ชุดไฟหน้าใหม่ มีไฟ LED Tube Daytime
Running Light มาให้ เปลี่ยนกระจังหน้า เปลือกกันชนหน้า – หลัง ใหม่
ไฟตัดหมอกหน้า แบบ LED และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ลายใหม่

สีตัวถังภายนอก มีสีใหม่ให้เลือก คือ สีน้ำเงิน Cosmic Blue Metallic
เหมือนกับรุ่นพี่ Civic FC (โดยมาแทนที่ สีน้ำเงินสด Brilliant Sporty
Blue Metallic เดิม)

แม้จะยืนหยัดด้วยขุมพลังบล็อกเดิม พร้อมเกียร์อัตโนมัติ CVT ลูกเดิม
แต่การปรับโฉมครั้งนี้ ยืนยันแล้วว่าหน้าตาจะแตกต่างจาก Honda Greiz
เวอร์ชันจีน ที่เปิดตัวในแดนมังกรเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา อย่างแน่นอน

กำหนดการจัดงานแถลงข่าว มีขึ้นในวันที่ 12 มกราคม 2017 และจะส่งขึ้นโชว์รูม Honda ทั่วประเทศ ทันที

ย่างเข้าเดือนกุมภาพันธ์ ข่าวดีสำหรับวัยรุ่นวัยแรง ที่เฝ้ารอการมาถึงของ
Civic ตัวถัง Hatchback 5 ประตู คราวนี้ คงได้สมใจกันเสียที เพราะยืนยัน
ได้แล้วว่า จะมีการนำเข้ามาประกอบขายในประเทศไทย ณ โรงงานใหม่
“โรจนะ 2” จังหวัดปราจีนบุรี อย่างแน่นอน โดยจะขึ้นสายการผลิตร่วมกับ
Civic Sedan 4 ประตู

เหตุผลที่ Civic Hatchback สามารถมาแจ้งเกิดในประเทศไทยได้ เพราะ
โรงงาน โรจนะ 2 ถูกมอบหมายให้เป็นฐานการผลิต Civic รุ่นใหม่ เพื่อการ
ส่งออกไปยังประเทศในแถบ Oceania อย่าง Australia กับ New Zealand
ด้วย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศนี้ มียอดจำหน่าย Civic Hatchback ในสัดส่วน ที่สูง
มากกว่าตัวถัง Sedan มาตลอดหลายสิบปี ดังนั้น ถ้า Civic ใหม่ ไม่ได้ถูก
ขึ้นสายการผลิตที่ญี่ปุ่นแล้ว จะให้สั่งนำเข้ามาจากยุโรป หรืออเมริกาเหนือ
ต้นทุนจะแพงเอาเรื่อง ดังนั้น ยกมาประกอบที่เมืองไทย ก็จะช่วยประหยัด
ต้นทุนลงไปได้ในระดับหนึ่ง ลูกค้าบ้านเรา ก็เลยพลอยได้อานิสงส์ผลบุญ
จากการแบ่งรถที่ผลิตได้บางส่วน มาจำหน่ายด้วย ไปในตัวนั่นเอง!

ตอนแรก Honda จะเอา Civic Hatchback 5 ประตู มาขึ้นแท่นอวดโฉมใน
งาน Motor Expo เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2016 ที่ผ่านมา แต่จากสถานการณ์
บ้านเมือง และตลาดรถยนต์ที่ยังโศกเศร้าไม่สร่างซา หลังการสวรรคตของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทำให้ Honda ตัดสินใจ เลื่อน
การเปิดตัว ไปเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แทรกคิวตรงกลาง ระหว่าง City
Minorchange และ CR-V แทน

Civic Hatchback 5 ประตู เวอร์ชันไทย จะมีทางเลือกขุมพลังให้เลือกแค่
เพียงแบบเดียว นั่นคือเครื่องยนต์ L15B7 เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
1,496 ซีซี. กระบอกสูบ x ช่วงชัก 73.0 x 89.4 มิลลิเมตร กำลังอัด 10.6 : 1
พร้อมระบบแปรผันวาล์ว VTEC (แบบ Dual VTC แปรผันโดยหมุนแท่ง
แคมชาฟท์ ทั้งฝั่งไอดีและฝั่งไอเสีย) กับระบบอัดอากาศ Turbocharger
กำลังสูงสุด 173 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 22.41 กก.-ม. ที่
1,700 – 5,500 รอบ/นาที แต่ปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดอ็อกไซด์ ต่ำลงมาก
เพียง 132 กรัม/กิโลเมตร ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro IV แต่รองรับน้ำมัน
แก็สโซฮอลล์ แค่ระดับ E20 เหมือนรุ่น Sedan

ด้วยต้นทุนที่แพงกว่ารุ่น Sedan ค่อนข้างมาก ดังนั้น อย่าคาดหวังว่าราคา
ของ Civic Hatchback 5 ประตู จะถูกนัก มันอาจจะแพงขึ้น จากรุ่น Top
1.5 Turbo RS CVT 1,199,000 บาท ไปอีกมากโข แต่ไม่น่าจะเกินกว่า
1,299,000 บาท กระนั้น ออพชันที่ให้มา ก็ถือว่า พอฟัดเหวี่ยงกับตัวถัง
Sedan โดยเฉพาะใครที่อยากได้ชุดไฟหน้าสเปกตัวท็อปของเวอร์ชัน
อเมริกาเหนือ คงสมใจอยากแน่ๆ

พูดกันตามตรงคือ งานนี้ Honda เอา Civic Hatchback 5 ประตู เข้ามา
ประกอบขายในบ้านเรา เพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้า เฉพาะกลุ่ม ที่เรียกร้องว่า
อยากได้ Civic ตัวถังอื่น เอาไว้ไปขับซิ่ง แต่งต่อ ดังนั้น จึงไม่ซีเรียสกับ
ตัวเลขยอดขายมากนัก เพราะกว่าจะได้มาขายนี่ ก็น่าจะหืดขึ้นคอแล้ว
ถ้าเป็นยุคอดีต ก็คงต้องเทียบกรณีนี้กับ Mazda 323 ASTINA ในช่วง
เดือนมีนาคมปี 1990 หรือ Toyota Soluna Vios Turbo เมื่อปี 2004
นั่นเอง!

ย้ำกันอีกทีว่า กำหนดการเปิดตัว จะเกิดขึ้นในช่วง ต้นเดือนกุมภาพันธ์
2017 ที่จะถึงนี้

Ranger Minorchange

สถานการณ์ของ Ford เอง ถือว่าดีกว่า เพื่อนร่วมชาติชาวอเมริกัน
อย่าง GM / Chevrolet อยู่สักหน่อย เพราะต่อให้จะมีเสียงก่นด่า
จากลูกค้าในเรื่องบริการหลังการขาย และปัญหา Defect ที่เกิดจาก
เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Dual Clutch Power Shift (หาย) ในลูกค้า
ที่ซื้อ Fiesta , Focus และ EcoSport มากแค่ไหน แต่ลูกค้ากลุ่ม
ที่ใช้รถกระบะ ยังคงอุดหนุน Ranger Minorchange ที่เพิ่งคลอด
เมื่อปลายปี 2015 รวมทั้งรุ่น FX4 กลางปี 2016 อย่างเหนียวแน่น
ส่งผลให้ ยอดขายรถกระบะ Ford พุ่งขึ้นมายืนอยู่ในอันดับ 3 ได้
อย่างไม่ยากเย็นนัก

เมื่อ 2 ปีก่อน เราพูดถึงเรื่อง Surprise ไว้ว่า Ford Sales Thailand
มีแนวคิดอยากจะสั่ง Ford Mustang สุดยอด Pony Car จากโรงงาน
ใน เมือง Flatrock มลรัฐ Michigan สหรัฐอเมริกา ข้ามน้ำข้ามทะเล
มาเปิดตัวในเมืองไทย ยั่วกิเลสเศรษฐีบ้านเรากันเล่นๆ

จนถึงวันนี้ เวลาผ่านไป ความคืบหน้ากลับไม่โผล่ให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
ปล่อยให้บรรดาพ่อค้ารายย่อย Grey Market หลายราย ชิงตัดหน้า สั่ง
นำเข้ารถมาจากประเทศในแถบเอเซีย ขายบรรดาไฮโซใจร้อน ไปจน
เกือบจะหมดแล้ว

กระนั้น เสียงพูดคุยในออฟฟิศของ Ford เรื่อง Mustang ยังไม่จางหาย
พวกเขามองว่า ถ้าจะมาทั้งที รอตัวปรับโฉม Minorchange แล้วค่อย
สั่งรถเข้ามาขายทีเดียวเลยดีกว่า

Mustang รุ่นล่าสุด ถือเป็นรุ่นที่ 6 เปิดตัวมาตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2013
พร้อมกันทั้ง 6 เมืองใหญ่ทั่วโลก เป็นการประกาศว่า Mustang รุ่นนี้ จะ
ถูกส่งออกไปจำหน่ายถึง 140 ประเทศ ใน 6 ทวีป ทั่วโลก และกลายเป็น
1 ใน Global Model ของ Ford อย่างแท้จริง ร่วมกับพี่น้องอย่าง Fiesta,
Focus, Mondeo, Ranger และ Everest

Mustang ใหม่ มีตัวถังยาว 4,782 มิลลิเมตร กว้าง 1,915 มิลลิเมตร สูง
1,379 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,720 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อคู่หน้า/
หลัง อยูที่ 1,584 และ 1,653 มิลลิเมตร มีขุมพลังให้เลือก 4 ความแรง
เป็นแบบเบนซิน ทั้งหมด เริ่มด้วย บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2,253
ซีซี. EcoBoost Turbocharger Direct Injection (GTDi) 310 แรงม้า
(HP) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 433 นิวตัน-เมตร (44.1 กก.-ม.)
ที่ 3,000 รอบ/นาที ตามด้วยบล็อก V6 DOHC 24 วาล์ว 3,719 ซีซี.มี
ระบบแปรผันวาล์ว Ti-VCT 300 แรงม้า (HP SAE) ที่ 6,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 379 นิวตัน-เมตร (38.6 กก.-ม.) ที่ 4,000 รอบ/นาที และ
แรงสุดด้วยบล็อก V8 DOHC 32 วาล์ว 4,948 ซีซี พร้อมระบบแปรผัน
วาล์ว Ti-VCT 435 แรงม้า (HP) ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 542
นิวตัน-เมตร (55.2 กก.-ม.) ที่ 4,250 รอบ/นาที

และรุ่นแรงสุด Shelby GT350 มาพร้อมขุมพลัง V8 DOHC 32 วาล์ว
4,948 ซีซี Flat Plane Crank แรงขึ้นเป็น 526 แรงม้า (HP) ที่ 7,500
รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 581 นิวตัน-เมตร (59.2 กก.-ม.) ที่ 4,750
รอบ/นาที ทุกรุ่นเลือกได้ทั้งเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรืออัตโนมัติ
Select Shift 6 จังหวะ พร้อมแป้น Paddle Shift หลังพวงมาลัย
(Option) ยกเว้น GT350 และ GT350R ที่จะมีเฉพาะเกียร์ธรรมดา
6 จังหวะ แบบมาตรฐาน และแบบ TREMEC

หากมีการนำเข้ามาจริงๆ คาดว่า เวอร์ชันไทย คงจะได้เครื่องยนต์ แบบ
4 สูบ 2.3 ลิตร EcoBoost Turbo และ ขุมพลัง V8 5.0 ลิตร ค่อนข้างจะ
แน่นอน เพราะเครื่องยนต์ V6 ถูกจำกัดไว้ทำตลาดเฉพาะอเมริกาเหนือ
เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความไม่แน่นอน ว่า Mustang จะมาบ้านเรา ทัน
ปี 2017 นี้หรือไม่ เพราะมิเช่นนั้น เท่ากับว่า ปี 2017 นี้ Ford จะแทบ
ไม่มีรถยนต์รุ่นใหม่เปิดตัวในบ้านเราเลย!

สำหรับ รถกระบะ Ranger และ Everest นั้น Ford ตั้งเป้ายอดขายไว้สูง
มหากาฬมากๆ จนคนข้างในเอง ยังหวั่นใจว่าจะทำได้ถึงหรือเปล่า? ปีนี้
อาจมีอย่างมากสุดแค่รุ่นย่อยพิเศษกระตุ้นตลาดเล็กๆน้อยๆ นอกนั้น จะ
ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้นอีก จนกว่าจะถึงปี 2018 ซึ่งน่าจะถึง
เวลาปรับโฉม Minorchange ครั้งใหม่กันอีกรอบ

ขณะเดียวกัน โครงการ ECO Car ที่ Ford สนใจจะลงทุนนั้น เป็นไปได้สูง
ว่า Ford คงไม่เอารถยนต์จากอเมริกากลาง อย่าง Fico มาผลิตขายเป็น
ECO Car ราคาประหยัดแล้ว พวกเขามองว่า ทางเลือกที่ดีกว่าก็คือ การ
นำ Fiesta ใหม่ มาวางเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ 1.0 ลิตร EcoBoost แล้ว
จับเข้าร่วมขอรับสิทธิพิเศษตามโครงการดังกล่าวไปเลย จะง่ายกว่า!

Fiesta ใหม่ เจเนอเรชันที่ 6 เพิ่งเผยโฉม ครั้งแรกในโลก เมื่อวันที่ 30
พฤศจิกายน 2016 ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ ด้วยรูปลักษณ์ที่ปรับปรุงจากเดิม
ให้ดูภูมิฐาน และ Premium มากขึ้นกว่าเดิม แบ่งการตกแต่งออกเป็น
4 สไตล์ ทั้งรุ่น Titanium มาตรฐาน , Vignale เวอร์ชันหรูหราขึ้นมาก
, ST-Line เน้นบุคลิกแนวสปอร์ต และ Active Crossover เวอร์ชัน
ยกสูงตามเทรนด์

จุดเด่นที่มีการเปิดเผยในเบื้องต้นนั้น มีทั้ง ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ซึ่งจะ
ประกอบด้วยกล้อง 2 ตัว, เรดาร์ 3 จุดและเซนเซอร์ Ultrasonic 12 จุด
รอบคันรถ มีระยะสำรวจในระยะ 130 เมตร ช่วยเป็นหูเป็นตาให้แก่ระบบ
ช่วยเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ, ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะที่สามารถหยุดรถ
ทันทีถ้าหากผู้ขับขี่ไม่ตอบสนองต่อคำแนะนำของระบบ ฟังก์ชันอ่าน
ป้ายจราจรในหลายย่านความเร็ว แม้แต่ป้ายบนไฮเวย์, ระบบเชื่อมต่อ
Infotainment SYNC3 กับ Smart Phone และเครื่องเสียง Premium
ของ Bang & Olufsen Play System ลำโพง 10 ตัว กำลังขับ 675 วัตต์

เครื่องยนต์มีให้เลือก 5 ระดับความแรง เริ่มจากรุ่นประหยัด เบนซิน 3 สูบ
DOHC 12 วาล์ว 1.1 ลิตร ที่ใช้โครงสร้างร่วมกับขุมพลัง 1.0 EcoBoost
มีให้เลือกทั้ง 70 และ 85 แรงม้า (PS) เชื่อมเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ

ขุมพลังหลัก เป็นแบบ เบนซิน 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว 1.0 ลิตร Ecoboost
Turbo มีทั้งแบบ 100, 125 และ 140 แรงม้า (PS) จับคู่ด้วยเกียร์ธรรมดา
6 จังหวะ ปล่อยค่าไอเสีย CO2 ต่ำเพียงแค่ 97 กรัมต่อกิโลเมตร สวนรุ่น
100 แรงม้า (PS) จะเพิ่มเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Dual Clutch Power
Shift ซึ่งดูเหมือนว่า Ford จะยังไม่เข็ดกับเกียร์ลูกนี้ ที่ก่อปัญหากับกลุ่ม
ลูกค้าทั่วโลก ซ้ำซาก!

นอกจากนี้ยังมีเครื่องยนต์ Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.5 ลิตร TDCi
ทั้ง 85 และ 125 แรงม้า (PS) จับคู่เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ปล่อยค่าไอเสีย
CO2 ต่ำมากเพียง 89 กรัม/กิโลเมตร

เรายังไม่รู้ว่า เทคโนโลยีมากมายก่ายกองท่วมคันรถยิ่งกว่าเก่าขนาดนี้
เมื่อมาถึงเมืองไทย จะถูกตัดออกไปมากน้อยเพียงใด แต่นั่นยังไม่น่า
สงสัย เท่ากับคำถามที่ว่า Fiesta ใหม่จะมาเมืองไทยได้เมื่อไหร่ เพราะ
จนถึงตอนนี้ Ford กำลังทบทวนแนวทางการทำตลาดในเมืองไทยอยู่
เพราะเข็นรถเก๋งมาหลายปีดีดักแต่ยังไม่เห็นยอดขายดีขึ้นเท่าที่ควร
แถมเจอปัญหาบริการหลังการขาย จากดีลเลอร์แย่ๆของตน มาบั่นทอน
จิตใจลูกค้าอีกต่างหาก หากจะคาดการณ์ ก็คงเดาได้แค่ว่า เราควรจะ
ได้เห็น Fiesta ใหม่ บนโชว์รูม Ford ในเมืองไทย ได้อย่างเร็วที่สุด คือ
ปลายปี 2018 ถึง ต้นปี 2019

F12 Minorchange /All New California

ปี 2016 ที่ผ่านมา ค่ายม้าลำพอง ภายใต้การดูแลโดย Cavalino Motor
เพิ่งจะเปิดตัว Ferrari GTc4Lusso T ในประเทศไทย เมื่อ 21 พฤศจิกายน
2016 ที่ผ่านมา โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นเครื่องยนต์ V8 Turbo Downsizing
610 แรงม้า (PS) และรุ่น V12 สูบ 6,292 ซีซี 690 แรงม้า (PS) ตั้งราคา
25,060,000 บาท

อย่างไรก็ตาม อีก 2 รุ่นที่มีกำหนดเปลี่ยนโฉมในตลาดโลก สำหรับปี 2017
นี้ คือ F12 Berlinetta รุ่นปรับโฉมใหม่ Minorchange รวมทั้ง รถสปอร์ต
เปิดประทุน California ที่เน้นทำตลาดในสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ

คาดว่า California ใหม่ จะถูกสร้างขึ้นบนพื้นตัวถังของ Maserati Alfieri
และใช้ขุมพลัง V8 Turbo วางหน้ารถ ขับเคลื่อนล้อหลัง แบบ FR กำหนด
เปิดตัวในปี 2017-2018 ถ้านับอายุตลาดของรุ่นปัจจุบันแล้ว ถือว่า เปลี่ยน
รูปโฉมเร็วพอๆกับรถญี่ปุ่นเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ในวระฉลองครบรอบ 70 ปี ของ Ferrari พวกเขาจะทำรถรุ่นพิเศษ
ในแต่ละรุ่น รุ่นละ 70 คัน มีทั้ง 488 coupe & spider, California T, GTC4
Lusso,และ F12Berlinetta รวมทั้งสิ้น 350 คัน ส่งกระจายไปยังู้จำหน่ายใน
ทวีปต่างๆทั่วโลก ตามโควต้า จำนวนจำกัด อีกด้วย

CHEVROLET

CHEVROLET
2017 : No New Cars!!
2018 : Equinox???
2019 – 2020 : Colorado / Trailblazer “Next Generation”

ช่วงปี 2014 – 2015 GM Thailand โดนกระหน่ำด้วยวิกฤติการณ์ความเชื่อมั่น
ของลูกค้าที่มีต่อคุณภาพของตัวรถยนต์ โดยเฉพาะกรณีระบบเกียร์อัตโนมัติ
ใน Chevrolet Cruze ส่งผลให้ยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง โชว์รูมและศูนย์
บริการ หลายแห่งต้องปิดตัวลงไป สภาพการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่
GM ต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์การบุกตลาด ASEAN ใหม่ทั้งหมด

พวกเขาเริ่มต้นด้วยการปิดโรงงานผลิต Minivan Chevrolet Spin ที่ Bekasi
ใน Indonesia แต่ยังคงทำตลาดอยู่ที่นั่น โดยเหลือรถยนต์เพียง 3 รุ่นเท่านั้น
ได้แก่ Mini SUV รุ่น Trax , Captiva โฉมเดียวกับเมืองไทย และ Orlando
Minivan 7 ที่นั่ง เนื่องจาก Spin มียอดขายที่ล้มเหลว เพราะตัวรถออกแบบ
มาจาก ทาง Brazil ซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับตลาด Indonesia อันเป็นเจ้า
ตลาด Minivan 7 ที่นั่ง เท่าที่ควร

ในบ้านเรา GM ตัดสินใจ ลดขนาดองค์กร ตลอดช่วงปี 2015 – 2016 ทำให้
ต้องย้ายออฟฟิศ บนอาคาร รสา ถนนพหลโยธิน จากตึกหน้า ไปยังตึกหลัง
ซึ่งมีค่าเช่าถูกกว่า ลดค่าใช้จ่าย ลดจำนวนพนักงาน ให้เหมาะสมกับรายได้
และรายจ่าย รวมทั้งตัดสินใจ ลดจำนวนรุ่นรถยนต์ลง ยุติการผลิตรถยนต์
B-Segment รุ่น Sonic ไป ด้วยเหตุผลที่ว่า ยิ่งประกอบขายต่อ ต้นทุนจะยิ่ง
แพงขึ้นมาก จนไม่เหลือกำไรต่อคันตามที่ตั้งเป้าให้ตัวรถอยู่รอดตลอดอายุ
ในตลาดต่อไปได้

ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังตัดสินใจ ไม่นำรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ๆ เข้ามาขาย
อีกต่อไป โดย C-Segment Sedan รุ่น Cruze ที่เพิ่งปรับโฉม Minorchange
ครั้งสุดท้าย เมื่องาน Motor Expo 2015 จะยังคงลากขายต่อไปอีกสักพัก
ก่อนจะยุติการผลิตไปในช่วงปี 2017

ส่วน Captiva ก็จะมีชะตากรรมไม่ต่างกัน คือถูกลากผลิตขายไปเรื่อยกัน
จนโดนล้อว่า “Captiva รุ่นแซยิด” เช่นนี้ ไปจนกว่าจะยุติบทบาทในอีก
ราวๆ 2 ปีข้างหน้า โดยจะไม่มีรุ่นใหม่ เข้ามาประกอบขายในบ้านเราอีก!

เท่ากับว่า นับแต่นี้ GM จะมุ่งทำตลาดเฉพาะ รถกระบะ Colorado และ SUV
บนเฟรมแชสซีส์จากรถกระบะอย่าง Trailblazer เท่านั้น เพราะทั้ง 2 รุ่นนี้
มีฐานการผลิตทั่วโลกที่ประเทศไทย และ GM เองก็ทุ่มทุนสร้างกับโรงงาน
ของตนที่จังหวัดระยองไปมากโข ล่าสุด พวกเขาเพิ่งเปิดตัวรุ่นปรับโฉม
Minorchange ครั้งใหญ่ ให้กับ 2 พี่น้องคู่หู ตลอดปี 2016 ไปแล้ว เริ่มจาก
การนำรถต้นแบบ มาอวดโฉมในงาน Bangkok International Motor Show
เมื่อเดือนมีนาคม 2016 จากนั้น ค่อยเปิดตัว เวอร์ชันขายจริงของ Colorado
ออกมาก่อน เมื่อ 28 เมษายน 2016 แล้วจึงเริ่มปล่อยออกสู่ตลาดจริงอีกเมื่อ
22-24 กรกฎาคม 2016 ส่วน Trailblazer รุ่นปรับโฉมตามออกมาเมื่อวันที่
20 สิงหาคม 2016

นับจากนี้ไป อนาคตของ GM Thailand จะต้องฝากไว้กับ 2 ศรีพี่น้อง คู่หู
กระบะ / SUV/PPV กันแล้ว ว่าการปรับทัพครั้งล่าสุด รวมทั้งความพยายาม
ในการปลดโชว์รูมและศูนย์บริการเจ้าปัญหา ออกจากสารระบบ เพื่อรักษา
ตัวแทนจำหน่ายที่ดีๆ เอาไว้ จะช่วยให้สถานการณ์ในระยะยาวของ GM
Thailand ดีขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน เพราะนับจากนี้ พวกเขาจะแทบไม่มี
รถยนต์รุ่นใหม่ แบบ Full ModelChange มาให้เราเห็นกันอีกอย่างน้อยๆ
ก็ 2 ปี

สำหรับ Colorado / Trailblazer รุ่นต่อไปนั้น ตอนนี้เพิ่งจะอยู่ในระหว่าง
เริ่มต้นโครงการพัฒนารอบใหม่ หลังจากตัดสินใจแยกทางกับพาร์ทเนอร์
ดั้งเดิมอย่าง Isuzu (ซึ่งดันหันไปจับมือกับ Mazda แทน!) เท่ากับว่า กว่าที่
เราจะได้เห็น Colorado / Trailblazer รุ่นต่อไป ที่มีบุคลิกเป็นตัวเองมาก
ยิ่งขึ้น น่าจะต้องรอไปจนถึงปี 2019 – 2020

เหตุผล ที่ผู้บริหารของ GM แถลงไว้ในการ แยกทางกับ Isuzu ก็คือ
“เนื่องด้วยการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบัน ทำให้ GM ต้องการสร้างรถ
กระบะให้มีเอกลักษณ์ในแบบของตนเอง มากขึ้น พวกเราต้องการจะ
ฉีกหนี แนวทางการทำธุรกิจให้ต่างจากค่ายญี่ปุ่นอย่างชัดเจน ไม่ว่า
จะเป็น Isuzu, Toyota, Mitsubishi ดังนั้นแนวทางการพัฒนาตัวรถ
จึงต้องต่างออกไปด้วยเช่นกัน ทำให้ต้องยุติความสัมพันธ์ในครั้งนี้ลง”

ส่วนรถยนต์รุ่นใหม่ๆ นอกเหนือจากนี้ พวกเขากำลังอยู่ในระหว่างศึกษา
ความเป็นไปได้ ในการนำเข้า Chevrolet Equinox รุ่นใหม่ล่าสุดมาจาก
โรงงานใน Mexico ซึ่งเป็นฐานผลิตเดียวของ SUV รุ่นนี้ เข้ามาจำหน่าย
ในเมืองไทย แต่ดูเหมือนว่า หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะว่า
ไทยกับ Mexico ยังไม่ได้ทำข้อตกลงการค้ากัน ดังนั้น ภาษีนำเข้ารถยนต์
จาก Mexico จึงยังแพงอยู่ ไม่ต่างกับการนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐอเมริกา
ซึ่งถ้านำเข้ามาจริงๆ น่าจะทำให้ค่าตัวของ Equinox ในบ้านเรา ทะลุหลัก
2 ล้านบาท ไปไกลโข จนอาจไม่เหลือลูกค้าอีกเลยก็เป็นได้

BMW / MINI

2017 : The New 5-Series / All New Countryman

Highlights สำคัญของ BMW ในปี 2017 นี้ คือการเคลียร์สต็อกของซีรีส์ 5
รุ่น F10 ให้หมด เพื่อรอรับการเปิดตัว ซีรีส์ 5 ใหม่ รหัสรุ่น G30 ที่จะมีขึ้น
ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2017 นี้ โดยรุ่นที่คาดว่าจะนำเข้ามาขาย
ในช่วงแรก จะเป็นรุ่น 520d ขุมพลัง Diesel Turbo และ 530e Plug-in
Hybrid สเป็กต่างๆ อาจแตกต่างจากเวอร์ชันต่างประเทศ เล็กน้อย ตาม
สไตล์ของ BMW Thailand

ปี 2017 นั้น ในตลาดโลก เราจะได้พบกับ M5 ใหม่ ซึ่งมาพร้อมกับขุมพลัง
V8 Twin Turbo พ่วงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อาจแรงถึง 600 แรงม้า (PS)
ตามมาด้วย X2 Croossover SUV ตัวถัง Coupe ของ X1 ที่สร้างขึ้นบน
พื้นตัวถังขับเคลื่อนล้อหน้า UKL แบบเดียวกับ X1 แต่ถูกออกแบบให้สวย
และดูโฉบเฉี่ยวขึ้น พูดง่ายๆคือ เป็นเวอร์ชัน Coupe ของ X1 เหมือนกับที่
X6 เป็นเวอร์ชัน Coupe ของ X5 นั่นเอง

ปี 2018 Z4 ใหม่ จะพร้อมเผยโฉมสู่สายตาชาวโลก อันที่จริง ตลาดกลุ่มนี้
เริ่มมียอดขายลดลงเรื่อยๆ แต่ในเมื่อ Mazda กับ Mercedes-Benz ยังคง
ไม่เลิกทำรถเปิดประทุนขนาดเล็ก Roadster ออกมาขาย BMW เองก็เลย
ไม่อยากเสียลูกค้าไป แต่คราวนี้ พวกเขาจะเลิกทำหลังคาแข็งพับด้วยไฟฟ้า
แล้วหันกลับไปคบหลังคาแบบผ้าใบแทน เพราะวิศวกรต้องการให้น้ำหนัก
เบา จุดศูนย์ถ่วงต่ำลง และเพิ่มเนื้อที่ในห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายมากขึ้น
ขุมพลังของรุ่นหลัก จะเป็นแบบ 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร TwinPower Turbo
มีกำลังตั้งแต่ 300 – 444 แรงม้า (PS) ในรุ่นแรงสุดอย่าง Z4M นอกจากนี้
ยังมีโอกาสที่จะได้ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร Turbo
มาใช้ในรุ่นล่างๆ แต่ที่แน่ๆคือไม่มีรุ่น Plug-in Hybrid เนื่องจากขัดกับ
ปรัชญาการออกแบบรถสปอร์ตขนาดเล็ก

ส่วน ซีรีส์ 6 จะถูกยุติบทบาทไป เพื่อแทนที่ด้วย ซีรีส์ 8 ซึ่งกลับมาอีกครั้ง
หลังจากหายหน้าไปตั้งแต่ ปลายทศวรรษ 1990 ด้วยหตุผลว่า ต้องการจะ
ยกระดับตัวรถขึ้นไปให้เป็น ซีรีส์ 7 ตัวถัง Coupe และเปิดประทุน อย่าง
เต็มตัวมากกว่าที่เป็นอยู่ อีกทั้งยังต้องมีเบาะหลังสบายขึ้น น้ำหนักเบา
ดังนั้น ซีรีส์ 8 จึงอาจเป็น BMW รุ่นสุดท้ายที่ใช้พื้นตัวถัง CLAR ซึ่งใช้
อยู่ใน ซีรีส์ 5 รุ่น G30 และซีรีส์ 7 รุ่นปัจจุบัน

ข้ามมาดูฝั่ง MINI แบรนด์รถนต์คันเล็ก ที่ BMW ซื้อมาตั้งแต่ปี 1994
ยุคที่ยังเป็นเจ้าของ Rover Group กันบ้าง ปี 2016 ถือเป็นปีแห่งการ
เดินหน้าทำตลาดต่อเนื่อง จาก 2 ปีที่ผ่านมา คราวนี้จะถึงเวลาที่ MINI
ต้องเปิดตัว All New Countryman ในประเทศไทย

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เน้นไปที่ขนาดที่ใหญ่โตขึ้นในทุกมิติ ส่งผลให้
ห้องโดยสาร และ พื้นที่บรรทุกสัมภาระมีมากขึ้น

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานของ F60 จะใช้ UKL Platform พื้นตัวถังสำหรับ
รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าขนาดเล็ก แบบเดียวกับ MINI ตัวถัง Hardtop,
Clubman และ Convertible รุ่นล่าสุด รวมไปถึง BMW X1 F48 ด้วย

ในตลาดโลก Countryman ใหม่ มีขุมพลังให้เลือก ถึง 5 แบบ ที่สำคัญ
เป็นครั้งแรกสำหรับ MINI ที่จะมีรุ่น Plug-in Hybrid สำหรับรายละเอียด
ต่างๆการเปิดตัวจะมีขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่งาน Bangkok International Motor Show
เดือนมีนาคม 2017 นี้ โดยจะเป็นรุ่นนำเข้าทั้งคันก่อนในช่วงแรก ส่วนรุ่น CKD
ประกอบในไทย น่าจะเจอกันได้ ช่วงปลายปี 2017 เป็นอย่างเร็วที่สุด

Bentayga Diesel

2017 : Bentayga (Diesel?)
2018 : All New Continental GT
2019 : All New Continental GTC

Highlights เด่นๆ ของ Bentley ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ความเคลื่อนไหว
ในการพัฒนา Bentley Bentayga SUV คันแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์
จนต้องชะลอการเปิดตัวไปอีก 1-2 ปี หลังจากเจอเสียงวิจารณ์ในเชิงลบจาก
อย่างหนักจากสื่อมวลชน และลูกค้าทั่วโลก อย่างหนัก เพื่อกลับไปออกแบบ
ตัวถังภายนอกมาใหม่ เปิดตัวมาตั้งแต่ 9 กันยายน 2015 แต่ก็ยังไม่มีวี่แวว
ว่าจะพร้อมเข้ามาทำตลาดในบ้านเราเสียที

Bentayga มีขนาดตัวถังใหญ่โตมหึมา ยาว 5,140 มิลลิเมตร กว้าง 1,944
มิลลิเมตร สูง 1,722 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,995 มิลลิเมตร วางขุมพลัง
W12 สูบ DOHC 5.950 ซีซี. Twin-Turbo 608 แรงม้า (PS) ที่ 5,250 –
6,000 รอบ/นาที แรงบิด มหาศาลถึง 900 นิวตัน-เมตร (91.71กก.-ม.)
ที่ 1,250 – 4,500 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ส่งกำลังสู่
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4 วินาที
และมีความเร็วสูงสุด 301 กิโลเมตร/ชั่วโมง (Top Speed สูงสุดในโลก
สำหรับกลุ่ม SUV)

ล่าสุด 1 ปี ให้หลังจากการเปิดตัว Bentley ก็เพิ่มทางเลือกใหม่ให้เฉพาะ
ลูกค้าใน Australia, NewZewland, Russia,South Africa,Taiwan และ
United Kingdom เท่านั้น ด้วยขุมพลังใหม่ ยกมาจาก Audi SQ7 TDI
เป็นเครื่องยนต์ Diesel V8 DOHC 4.0 ลิตร Twin-Turbo พร้อม Electric
Supercharger 441 แรงม้า (PS) ที่ 3,750-5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด
91.77 กก-ม. (900 นิวตันเมตร) ที่ 1,000-3,250 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับ
เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ จาก ZF ส่งกำลังลงพื้นทั้ง 4 ล้อ อัตราเร่ง 0-100
กิโลเมตร/ชั่วโมง แค่ 4.8 วินาที เทียบเท่ากับ SQ7 ทุกประการ

ปีนี้ AAS ผู้นำเข้าและจำหน่าย Bentley อย่างเป็นทางการ น่าจะพร้อมแล้ว
สำหรับการสั่ง Bentayga เข้ามาให้ลูกค้าอภิมหาเศรษฐีชาวไทยได้จับจอง
คาดว่าน่าจะเปิดตัวได้ในงาน Bangkok International Motor Show ช่วง
ปลายเดือนมีนาคม 2017 นี้

อย่างไรก็ตาม ปี 2018 ถือเป็นปีที่สำคัญ เพราะ Bentley มีกำหนดเผยโฉม
All New “Continental GT” รถยนต์ Coupe 2 ประตู ที่ทำรายได้หลักให้
พวกเขาอย่างงดงามมาตลอด คราวนี้ GT ใหม่ จะถูกสร้างขึ้นบนพื้นตัวถัง
ใหม่ล่าสุด MSB ซึ่งมี Porsche เป็นหัวหอกหลักในการพัฒนาพื้นตัวถังนี้
โดยจะใช้อลูมีเนียม เป็นส่วนประกอบมากขึ้น เพื่อให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลง
กว่าเดิม ส่วนรูปลักษณ์ภายนอก ก็ยกเส้นสายส่วนใหญ่มาจากรถต้นแบบ
Bentley EXP 10 Speed 6 จากงาน Geneva Auto Salon เดือนมีนาคม
2015 ส่วนขุมพลัง จะยังคงเป็นบล็อกเดิม W12 สูบ DOHC 6.0 ลิตร แต่
ถูกอัพเกรดพละกำลังจาก 582 เป็น 600 แรงม้า (PS) อีกทั้งในรุ่น GT
Speed Convertible เปิดประทุน จะถูกปรับปรุงให้แรงกว่า 633 แรงม้า
(PS) ในรุ่นปัจจุบัน ขึ้นไปอีก!

กำหนดเปิดตัวในตลาดโลก ในปี 2017 แต่คาดว่าจะมาถึงบ้านเราราวๆปี
2018 ซึ่งเป็นปีที่ รุ่นเปิดประทุน Continental GTC จะตามออกมาสมทบ
ในตลาดโลกพอดี เท่ากัว่า รุ่นเปิดประทุนน่าจะเข้าเมืองไทย ราวปี 2019

Audi 2017 : New Distributor / New Q2

เมื่อ 10 ตุลาคม 2016 ที่ผ่านมา เกิดเรื่องเรื่องเซอร์ไพรส์ในวงการธุรกิจ
ยานยนต์ เมื่อ Audi AG. จากเยอรมนี ตัดสินใจเซ็นสัญญา แต่งตั้ง บริษัท
ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ของ “กฤษฎา ล่ำซำ” (โดยมี “นวลพรรณ ล่ำซำ”
เป็นหุ้นส่วน) เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ ค่ายสี่ห่วง จากเยอรมนี
รายใหม่ แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย หลังจากคู่สัญญาเดิมอย่างบริษัท
เยอรมันมอเตอร์เวอร์คส์ ในเครือ ยนตรกิจ ของตระกูล ลีนุตพงษ์ กำลังจะ
หมดสัญญา และ หลุดมือไปในที่สุด

ถือเป็นเรื่องที่ไม่เกินไปจากความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าว
ว่าทาง Audi เอง ก็เล็งที่จะมองหาผู้จำหน่ายรายใหม่ในบ้านเรามานานแล้ว
เพราะชาวเยอรมัน ตัดสินใจไม่เข้ามาทำตลาดเอง โดยจะให้สิทธิ์กับกลุ่ม
นักธุรกิจในไทย รายใหม่ เข้ามาดูแลแบรนด์ Audi ในเมืองไทยแทน

อย่างไรก็ตาม เยอรมันมอเตอร์เวอร์คส์ ก็ออกมาป้องกันตัว โดยระบุว่า ยัง
เป็นผู้จำหน่าย Audi ในเมืองไทยอยู่ และทางบริษัทแม่ในเยอรมนี มีสิทธิ์
แต่งตั้งผู้จำหน่ายรายอื่นเพิ่มเติมได้ เป็นสิทธิ์ของเขา แต่ก็ยังสามารถเข้า
ไปใช้บริการได้ที่โชว์รูมถนนเทียนร่วมมิตร ย่านพระราม 9 ได้ตามปกติ ซึ่ง
ก็ยังคงเป็นไปตามนั้น เนื่องจากสิทธิ์ในการจำหน่าย Audi ของผู้จำหน่าย
รายเดิม จะยังเหลืออยู่อีกราวๆ 1 ปีนับจากนี้

ตอนนี้ ไมซ์สเตอร์ เทคนิค ได้ดึงตัว มือดีจาก Mercedes-Benz ซึ่งเป็น
หนึ่งในเครือญาติของตระกูล ล่ำซำ ไปเริ่มต้นบริหารงานแล้ว

สำหรับรถยนต์รุ่นแรกที่น่าจะเอาเข้ามาเปิดศักราชใหม่ให้กับแบรนด์
สี่ห่วง ในบ้านเรา น่าจะเป็น Audi Q2 B-Segment Crossover SUV
ที่เปิดัวในตลาดโลก มาตั้งแต่ 1 มีนาคม 2016 ณ งาน Geneva Auto
Salon

ในภาพรวมแล้ว Q2 ก็คล้ายกับการนำ A3 Sportback มายกสูงขึ้นนิดๆ
นั่นเองโดย Q2 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น และลูกค้าที่
มักใช้รถยนต์ในเมืองเป็นหลัก อีกทั้งยังคาดหวังให้โดนใจจะได้กลุ่ม
ลูกค้าหน้าใหม่ที่ไม่เคยซื้อรถยนต์แบรนด์ Audi มาก่อน

ถึงแม้สัดส่วนตัวถังภายนอกแทบจะดูคล้ายกับ Audi A3 แต่ทีมวิศวกร
กลับพัฒนา Q2 ให้มีเนื้อที่ศีรษะห้องโดยสารตอนหลังโปร่งกว่า A3 อีก
นิดนึง แถมมีเนื้อที่ห้องสัมภาระท้าย 405 ลิตร เมื่อพับเบาะก็จะจุได้
1,050 ลิตร

ขุมพลังในตลาดโลก มีให้เลือกทั้งแบบ เบนซิน 3 สูบ 1.0 ลิตร TFSI
114 แรงม้า (BHP), 1.4 ลิตร TFSI พร้อมเทคโนโลยีพักกระบอกสูบ
เมื่อไม่จำเป็น, 2.0 ลิตร TFSI 187 แรงม้า (BHP) , กับ Diesel ขนาด
1.6 ลิตร Turbo TDi 114 แรงม้า (BHP) และ Diesel 2.0 ลิตร TDI
ที่มีให้เลือกทั้งรุ่น 148 แรงม้า (BHP) และ 187 แรงม้า (BHP)

อย่างไรก็ตาม การทำตลาด ของ Audi ในบ้านเรา คงต้องทำใจว่าอาจ
เห็นขุมพลัง TDi Diesel Turbo ยากหน่อย เพราะ Audi AG ยังกังวล
กับมาตรฐานของน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทยอยู่ไม่น้อย

กำหนดการเปิดตัว คาดว่า น่าจะมาพร้อมการ Re-Launch แบรนด์ Audi
ในเมืองไทยอีกครั้ง ช่วงเดือนมีนาคม 2017 ก่อนหน้างานแสดงรถยนต์
ประจำปี Bangkok International Motor Show เล็กน้อย ส่วนรุ่นอื่นๆ
ทั้ง Q3 , Q7 , TT , A5 และ A6 จะทะยอยตามมาในภายหลัง